ท้องลาย ทําไงหาย

ท้องลาย เป็นปัญหาให้ไม่น้อยสำหรับคุณสุภาพสตรี มันคงจะไม่ค่อยน่ามองเท่าใดนัก ถ้าหากใส่เสื้อเอวลอยแล้วจะเห็นหน้าท้องที่ลายพร้อยอย่างนั้น ดังนั้นแน่นอนว่าปัญหานี้ทำให้ผู้หญิงหลายคนนั้นเครียดเหลือเกิน เพราะว่าจะทำให้พวกเธอใส่เสื้อผ้าที่ต้องการไม่ได้นั่นเอง วันนี้เราจึงนำเอาข้อมูลที่น่าสนใจของปัญหาท้องลายและคำถามที่ว่า ท้องลาย ทําไงหาย มาฝากกันค่ะ ทั้งสาเหตุของปัญหาผิวแตกลาย วิธีการรักษา และวิธีการป้องกันการเกิดการแตกลายค่ะ

สาเหตุของปัญหาผิวแตกลายนั้นเกิดจากการยืดขยายต่อเนื่องของ ผิวหนัง และเนื้อเยื่อในเวลาอันรวดเร็วไม่กี่เดือน ทำให้เกิดการทำลายโครงสร้าง คอลลาเจน พบได้บ่อยที่สุดในคนตั้งครรภ์ มักเป็นบริเวณท้อง หรือหน้าอก ยังพบได้ในคนที่อ้วนอย่างรวดเร็ว หรือในวัยรุ่นที่กำลังสูงอย่างรวดเร็ว โดยพบผิวแตกลายได้ที่ ต้นขาด้านนอก หลังด้านล่าง หรือสะโพก ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร คนที่กินยาสเตียรอยด์นาน ๆ มักมีรอยแตกลายใหญ่และเป็นหลายที่รวมถึงบนใบหน้าหรือการทาครีมที่มี สเตียรอยด์ ความเข้มข้นสูง นานเกินไปก็ทำให้เกิดรอยแตกลายได้ ถ้าสาเหตุดังกล่าวหายไป เช่น หลังคลอด, ลดน้ำหนักลงจากที่เคยอ้วนมาก่อน หรือ เมื่อพ้นช่วงวัยรุ่นแล้ว รอยแตกลายที่เป็นน้อย ๆ อาจค่อย ๆ จางลงได้

ในส่วนของการรักษา กับคำถาม ท้องลาย ทําไงหาย คือ

1. ทายาอนุพันธ์กรด วิตามินเอ เช่น Tretinoin 0.05-0.1%

2. กรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี หรือผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ ก็ช่วยทำให้ผิวดูเรียบขึ้นโดยการกำจัดเซลล์ชั้นบน ๆ ออกไป

3. เลเซอร์ทำลายรอยแดง เช่น Pulsed dye laser , แสงความเข้มข้นสูง ( FPL,IPL ) กระตุ้น Collagen และปรับสีรอยแตกให้ใกล้เคียงกับผิวปกติ ได้ผล 30-60%

 

วิธีการป้องกันการเกิดอาการท้องลายคือ

1. พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้หน้าท้องค่อยๆ ขยายออก

2. ใช้โลชั่นทาผิว หรือน้ำมันทาผิวตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ใช้เป็นประจำทุกวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง

3. ไม่ปล่อยให้ผิวแห้ง โดยไม่ควรอาบน้ำอุ่นหรือน้ำที่มีอุณหภูมิร้อนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น

4. ถ้ามีอาการคันหน้าท้อง ให้ใช้มือลูบเบาๆ แทนการเกา

5. ดื่มน้ำเยอะๆ กินผักและผลไม้เยอะๆ เพื่อบำรุงผิวให้สดชื่นขึ้น

woman-with-eye-strain-takes-off-glasses

สายตา ยาว เกิด จาก อะไร

สายตายาว มักจะเป็นอาการที่เกิดกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เริ่มจะมีอายุมากขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นมักจะมาโดยที่คุณนั้นไม่ทันตั้งตัวและสร้างความลำบากใจให้กับคุณอย่างมาก เพราะสายตานั้นได้เปลี่ยนแปลงไปและทำให้คุณนั้นมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนแต่ก่อน ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจของอาการสายตายาวว่า สายตา ยาว เกิด จาก อะไร อาการของสายตายาวเป็นเช่นไร และมีวิธีการป้องกันอย่างไร มาฝากกันค่ะ

สายตายาวนั้น คือ สภาวะที่แสงสะท้อนจากวัตถุมีการโฟกัสตกหลังจอรับภาพ ซึ่งตรงกันข้ามกับสายตาสั้น ลักษณะการโฟกัสแสงของสายตายาว สาเหตุของสายตายาว คือ

1. เกิดจากลูกตามีขนาดเล็กเกินไป

2. มีกระจกตาค่อนข้างแบน

3. พันธุกรรม สาเหตุอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดสายตายาว เช่น s สภาวะไร้เลนส์ตาจากการลอกต้อกระจก โครงสร้างลูกตาอยู่ในสภาวะที่ยังไม่พัฒนาให้โตเต็มขนาด ( เด็กเล็ก ) s อวัยวะบางส่วนที่ใช้ในกระบวนการเพ่ง เสื่อมหรือพิการ

woman-with-eye-strain-takes-off-glasses

ลักษณะอาการของคนสายตายาวที่สามารถสังเกตได้คือ ลูกตามีขนาดค่อนข้างเล็กผิดปกติ มีรอยย่นบริเวณหัวคิ้ว ( เนื่องจากขมวดคิ้วเพื่อเพ่งมองภาพเป็นประจำ ) อาจมีอาการตาเขเข้าหากัน มองภาพไม่ชัด สู้แสงไม่ได้ หรือ มีความไวต่อแสงมากกว่าคนปกติ ไม่สบายตา อาจเรียกอีกคำว่า เมื่อยตา หรือ ตาล้า ทั้งหมดนี้คืออาการที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคสายตายาวค่ะ

วิธีการป้องกันตนเองให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสายตายาวน้อยที่สุดนั้นมีวิธีปฏิบัติดังนี้ค่ะ

1. เสริมสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการบริหารร่างกายเป็นประจำ เช่น เดิน วิ่ง ทำกายบริหาร เล่นกีฬา เป็นต้น

2. เอาใจใส่สุขภาพสายตาด้วยการอ่านหนังสือในที่มีแสงสว่างเหมาะสม ไม่อ่านหนังสือ ในที่แสงน้อยหรือแสงจ้างเกินไป ไม่อ่านหนังสือและเขียวตัวเล็กเกินไป

3. บริหารดวงตาเป็นประจำเป็นการเร่งให้โลหิตบริเวณดวงตาหมุนเวียนได้ดี เพิ่มสิ่งบำรุงแก้จักษุประสาท และกระตุ้นให้ขับของเสียออกได้คล่อง

4. รับประทานอาหารที่มีสารบำรุง ได้แก่ อาหารที่มีวิตามินเอ และบี ตับหมูและเครื่องในสัตว์ อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ไข่ของสัตว์ปีก ผักใบเขียว แครอท ฟักเหลือง วอลนัท ลำใย ลิ้นจี่ หรือ รับประทานยาสมุนไพร

เพียงแค่คุณนั้นลองสังเกตอาการของตนเองและปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคสายตายาว แค่นี้คุณก็ไม่ต้องมานั่งกังวลกับคำถามที่ว่าสายตา ยาว เกิด จาก อะไร แล้วละค่ะ

health414

สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด

สายตาสั้น เป็นอาการที่เด็กไทยในปัจจุบันนั้นกำลังเผชิญ ทุกวันนี้มีเด็กหลายคนที่มีอาการสายตาสั้นตั้งแต่ยังเด็ก ผู้เขียนเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการสายตาสั้น ซึ่งสร้างความรำคาญใจให้กับตนเองเสมอๆเมื่อมองวัตถุ หรือสิ่งของไม่ชัด และวันนี้เรามีข้อมูลดีๆของอาการสายตาสั้นมาฝากกัน ทั้งเรื่องของ สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด วิธีสังเกตว่าตนเองสายตาสั้นหรือไม่ และวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้น

สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด เป็นคำถามที่หลายคนนั้นต้องการคำตอบไม่น้อย ซึ่งสายตาสั้นนั้นเกิดจากสาเหตุ 3 สาเหตุด้วยกันดังนี้

1. พันธุกรรม หากสังเกตจะพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีคนใดคนหนึ่งสายตาสั้น ลูกสายตาสั้นได้ 25 % หรือสายตาสั้นทั้งคู่นั้น ลูกที่เกิดมาก็จะมีโอกาสที่จะสายตาสั้น 30 – 40 %

2. การใช้สายตาเพ่งมาก ๆ เด็กที่ชอบใช้สายตาเพ่งมองใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูทีวี ฯลฯ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่เสี่ยงทำให้สายตาสั้นได้

3. โรคที่ดวงตา เช่น เด็กทารกที่มีหนังตาตก มีต้อกระจก มีต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือเลือดออกในลูกตาที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น

health414

วิธีการสังเกตตนเองว่าเป็นคนสายตาสั้นหรือไม่นั้นสามารถทำได้ไม่ยากเพียงแค่ สังเกตจากบรรพบุรุษ กรรมพันธุ์ ถ้าท่านหรือครอบครัวมีคนสายตาสั้น โอกาสที่บุตรหลานจะสั้นย่อมมี เด็กที่เริ่มสายตาสั้นมักจะมีพฤติกรรมต่างๆ เช่น มองอะไรชอบมองใกล้ๆ ชอบหยีตา หรือ หรี่ตา หรือบางครั้ง อาจตะแคงหรือ เอียงศีรษะเวลามองของไกลๆ ทำอะไรชอบเข้าไปใกล้ๆ เช่น ดูโทรทัศน์เข้าไปยืนชิดจอ เวลาอ่านหนังสือก็ก้มหน้าจนชิดหนังสือ มีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ เป็นต้น และที่สำคัญเด็กสายตาสั้นที่ไม่รับการแก้ไข มักจะเป็นกุ้งยิงบ่อยกว่าเด็กสายตาปกติ

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้นนั้นก็สามารถทำได้เนกันเพื่อเป้นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ไขทีหลัง

1. พยายามให้เด็กอ่านหรือมองระยะไกลทุกครั้งที่มีโอกาส

2. ถ้ามีภาวะสายตาสั้นและมองไกลไม่ชัด ควรตัดแว่นให้เด็กใส่ เพื่อใช้มองไกลให้ชัด เจน และควรถอดแว่นตาทุกครั้งที่ใช้สายตาระยะใกล้ ( อ่านหรือเขียนหนังสือ )

3. อย่าให้เด็กหมกมุ่นกับกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป เช่นการเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์

4. สอนให้เด็กใช้ฝ่ามือ กดลูกตาผ่านบริเวณเปลือกตาที่ปิดสนิท เพื่อส่งแรงดันกดลูกตา ให้สั้นลง และคลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อวงแหวน ทำวันละ 1 ครั้ง ๆ ละ 60 วินาที ก่อนนอน และเวลามีอาการสายตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้นานๆ

headached1

ปวดหัวข้างเดียว

เคยไหมค่ะที่อยู่ๆคุณก็เริ่มปวดศีรษะแบบที่ไม่ทันตั้งตัวแถมยังเป็นอาการปวดศีรษะข้างเดียวอีกด้วย และมีอากรแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณบ่อยๆ อาการแบบนี้ไม่ใช่อาการธรรมดาแล้วละค่ะ ถ้าหากว่าคุณนั้นมีอาการปวดหัวแบบนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่นั้นจะต้องรีบเช็คอาการตัวเองด่วนหรือไม่ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดค่ะ และวันนี้เรามีข้อมูลของอาการ ปวดหัวข้างเดียว รวมไปถึงลักษณะของอาการ และปัจจัยการกระตุ้นอาการไมเกรนมาฝากเป็นความรู้ค่ะ

headached1

อาการปวดศีรษะข้างเดียวที่พบบ่อยนั้นเห็นจะเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งเป็นอาการปวดศีรษะชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะอาการที่สำคัญคือ ปวดตุ้บๆ ที่บริเวณขมับข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากปวดแบบตื้อๆ จี๊ดๆ ก่อน แล้วค่อยรุนแรงขึ้นจนเป็นตุ้บๆ ในที่สุด ความรุนแรงของอาการปวดมีตั้งแต่ปวดปานกลางจนถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาของอาการปวดมีความแตกต่างกันในแต่ละคนตั้งแต่ 4-72 ชม. อาการปวดหัวข้างเดียว จะกำเริบหรือรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ขณะปวดไมเกรนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอาจไวต่อแสงหรือเสียง และปัจจัยที่มีผลต่อการกระตุ้นอาการไมเกรนคือ อาหารที่มี สารกันบูด ถั่ว เนย ช็อกโกแลต ยาขยายหลอดเลือด การอดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ นอนไม่เป็นเวลา เนื่องจากทำงานเป็นกะ หรือเดินทางไปต่างประเทศที่มีเวลาคลาดเคลื่อนกับประเทศไทย เป็นต้น ฮอร์โมนเพศหญิง มีประจำเดือนหรือแม้แต่การตั้งครรภ์ในระยะแรก อากาศร้อน แดดร้อน กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไปเสีย

ในด้านของการรักษา การรักษาไมเกรนหรืออาการปวดหัวข้างเดียว ให้ได้ผลดีผู้ป่วยจะต้องทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ และมีส่วนร่วมในการรักษาโดยมีสมุดจดบันทึกปัจจัยชักนำให้ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอย่างไรหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยชักนำ การปรับยาของแพทย์ทำให้ปวดศีรษะดีขึ้นหรือไม่ ควรไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา แบ่งการรักษาเป็นสองหัวข้อคือ ควบคุมปัจจัยชักนำ และการรักษาด้วยยา

pain1

ปวดตามข้อ

อาการ ปวดตามข้อ นั้นคนที่มีอายุมากนั้นมักจะชอบมีอาการเหล่านี้มากวนใจและสร้างความรู้สึกเจ็บป่วยแก่ผู้ที่เป็น ซึ่งอาการเหล่านั้นคุณทราบหรือไม่ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และมีวิธีรักษาหรือป้องกันอย่างไร และวันนี้เรามีข้อมูลดีๆที่จะมาให้ความรู้สำหรับคนที่กำลัง ปวดตามข้อ ให้ได้หายข้องใจมาฝากกันค่ะ

อาการปวดข้อ ในทางการแพทย์หมายถึงอาการปวดข้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีความผิดปกติในข้อต่อเท่านั้น ซึ่งจะมีลักษณะจำเพาะคือ จะปวดในทุกทิศทางที่ข้อต่อนั้น มีการเคลื่อนไหว โรคที่ทำให้เกิดการปวดข้อได้บ่อย คือ โรคข้อเสื่อม ข้อล้าจากการถูกใช้งานเกินควร ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

pain1

1. ข้อเข่าถูกใช้รับน้ำหนักมากเกินไป เช่น แบกของหนักเกินไปกระทบกระแทกแรงเกินไป เช่น กระโดด การถีบแรงๆ

2. ข้อเข่าที่อยู่ในท่ากดทับมากเกินไป เช่น นั่งคุกเข่า, พับเพียบ หรือขัดสมาธิ การนั่งยองๆ ขณะถ่ายอุจจาระ เป็นต้น ข้อเข่าในท่าเหล่านี้ จะถูกกดพับ เอ็น, กล้ามเนื้อรอบเข่า จะถูกยึดมาก ทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นั้นจะทำให้คุณนั้นเกิดอาการปวดตามข้อ แบบที่คุณนั้นไม่รู้ตัว จึงทำให้คุณนั้นมานั่งคิดว่าตนเองนั้นไปทำอะไรมาจึงมีอาการปวดข้อเช่นนี้และวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหล่านี้อีกก็คือ

 

1. ระวังอย่าให้อ้วน หรือน้ำหนักมากเกินปกติ น้ำหนักร่างกายปกติ

2. อย่าให้หัวเข่าได้รับแรงกระแทกแรงเกินไป เช่น การกระโดดโลดเต้น หัวเข่าได้รับแรงกระแทกค่อนข้างสูง ดังนั้นคนที่ข้อเสื่อมไม่ควรออกกำลัง โดยวิธีวิ่งหรือกระโดดเชือก

3. อย่าให้เข่าต้องอยู่ในภาวะกดพับนานเกินไป เช่น การนั่งคุกเข่า, นั่งพับเพียบ, นั่งยองๆ ฯลฯ เป็นต้น

4. ออกกำลังเข่า ให้กล้ามเนื้อและเอ็นรอบเข่าแข็งแรง โดยมิให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากเกินไปอยู่เสมอโดยธรรมดาถ้ามิใช่คนอ้วน และเข่าอยู่ในสภาพปกติ (ยังไม่เสื่อม) การเดินในท่าปกติก็เป็นการออกกำลังเข่าที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีป้องกันตนเองจากอาการปวดข้อที่มักจะมาเยือนคุณได้ทุกเมื่อที่คุณนั้นเผลอค่ะ

eye-pain-content

ปวดตาเวลาเล่นคอม

เป็นอาการที่หลายคนนั้นเป็นกันมากในปัจจุบันเพราะว่าในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่ทำงานก็ต้องมีการใช้งานคอมพิวเตอร์เสียส่วนใหญ่ หรือจะเป็นนักเรียนนักศึกษา ก็ใช้เวลานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นหลายคนนั้นบ่นว่าปวดตากันมากขึ้นกว่าเดิม และวันนี้มีอาการปวดตาจากการเล่นคอมพิวเตอร์ละวิธีการแก้ไขหรือช่วยบรรเทาอาการปวดตาเวลาเล่นคอม มาฝากกันค่ะ

eye-pain-content

อาการปวดตาที่ว่านี้ ไม่จำกัดแต่ว่าปวดตาอย่างเดียว นับรวมถึง อาการปวดหัวคิ้ว ปวดขมับ ปวดบีบๆ รอบศีรษะ ปวดหนักๆ ในเบ้าตา บางครั้งลามไปถึง ปวดต้นคอ ปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งวิธีการแก้ไขหรือวิธีช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ก็คือ การพักสายตาบ่อยๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความผิดพลาด และลดอาการปวด เมื่อยตาลงได้ การพักสายตานี้ ทำได้โดยละสายตาจากหน้าจอ ไปมองไกลๆหรือหลับตาลง ทุก 15-20 นาที เคล็ด (ไม่) ลับอยู่ที่ คุณจะต้องพักสายตา ก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดตา จะทำให้คุณ หลีกเลี่ยงอาการปวดได้ และควรมีการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคตาจริงๆ เวลาที่คุณนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ ระยะที่คุณนั่งห่างจากจอ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออาการปวดตา ระยะที่เหมาะสม การมองไกลจึงจะเป็นการพักผ่อนตาอีกอย่างหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง และพักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานเพื่อลดอาการปวดตาเวลาเล่นคอม นั่นเองค่ะ

ถ้หากคุณนั้นปฏิบัติตามข้อควรทำข้างต้นคุณก็จะสามารถมีเวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์แบบสบายๆ โดยที่คุณนั้นไม่ต้องพบกับอาการปวดตาเวลาเล่นคอม ที่แสนจะทรมานอีกต่อไปค่ะ

ผิวแห้งทําไงดี

ผิวแห้งทําไงดี

ผิวแห้งนั้นเป็นลักษณะผิวที่ขับน้ำมันออกมาน้อยจึงทำให้ผิวขาดน้ำมัน ความชุ่มชื่นและแห้งเป็นขุย ผิวหยาบกร้าน ซีดเซียว เกิดริ้วรอยได้ง่าย วิธีการบำรุงรักษาผิวเป็นพิเศษโดยใช้ครีมที่เพิ่มความชุ่มชื่นและดูแลผิวให้มากในช่วงที่มีอากาศแห้งของฤดูหนาวเพราะน้ำมันและเหงื่อจะถูกขับออกมาค่อนข้างน้อยจึงทำให้ผิวเกิดอาการแสบคันได้ ซึ่งสาเหตุของปัญหาผิวแห้งนั้นมีหลายสาเหตุ ให้สาวๆต้องมานั่งถามว่า ผิวแห้งทําไงดี มีดังนี้

ผิวแห้งทําไงดี

1. การใช้ครีมบำรุงผิวผิดวิธี

2. อากาศแห้งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้งบ่อยที่สุดโดยเฉพาะในฤดูหนาว หากอยู่หน้าเตาผิงจะทำให้ผิวแห้งได้ง่าย การแก้ไขให้ทาครีมบำรุงผิว หรือการใช้เครื่องให้ความชื้น

3. อาบน้ำอุ่นเป็นเวลานาน การอาบน้ำเป็นเวลานานโดยเฉพาะน้ำร้อนจะฉะล้างไขมันบนผิวทำให้ผิวแห้ง การแก้ไขโดยการลดระยะเวลาในการอาบน้ำ และอย่าอาบน้ำที่ร้อนมาก

4. ปัญหาเรื่องสบู่ เวลาที่เราอาบน้ำมักจะถูตัวเหมือนกับถูผิวหนังที่เท้า ความเป็นจริงผิวหนังบริเวณลำตัวไม่ได้สกปรกเหมือนเท้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องฟอกหรือถู เพราะจะทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น

5. การใส่เสื้อผ้าที่ระคายเคือง ผิวที่แห้งมักจะไวต่อสิ่งกระตุ้น

6. ผิวแห้งเกิดจากยา ยาบางชนิดทำให้เกิดอาการคัน เช่นยาขับปัสสาวะ ยารักษาสิว

7. ถูกแสดงแดดมาก

8. ผิวแห้งที่เกิดจากโรค โรคหลายโรคมีอาการคันเป็นอาการนำ

วิธีการแก้ปัญหาผิวแห้งสำหรับสาวๆที่มีคำถามว่า ผิวแห้งทําไงดี ให้ได้ลองกลับไปปฏิบัติตามกันดูนะค่ะ

ผิวแห้งทําไงดี

1. ทามาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว

2. ทาครีมบำรุงผิวทุกครั้งที่ล้างหน้า

3. กระตุ้นผิวด้วยการนวดโดยใช้เอสเซ้นส์ผสมกับครีมบำรุงผิว เพื่อกำจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพและกระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิต

4. ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีสารเรตินอลและวิตามินอีก่อนนอนและงดการอบซาวน่าผิวหน้า

5. ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย

ลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

ลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

การลดน้ำหนักหรือว่าลดความอ้วนนั้น ถ้าหากลดไม่ถูกวิธีหรือหักโหมมากเกินไปนั้นจะสร้างผลเสียให้กับร่างกายมากกว่าผลดี ดังนั้นวันนี้เราจึงนำเอาเคล็ดลับ ลดความอ้วนอย่างถูกวิธี มาแนะนำเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจต้องการลดความอ้วนจะได้รู้จักการลดน้ำหนักที่ถูกวิธีไปปฏิบัติกันค่ะ

ลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

1. ออกกำลังกายลดน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ บางคนนั้นเลือกวันที่จะออกกำลังกายในหยุดสุดสัปดาห์ โดยออกกำลังกายแบบโหมให้หนักให้สุดภายในวันนั้นวันเดียว แต่หยุดออกกำลังกายในวันอื่น ซึ่งจะเป็นการดีกว่าถ้าจะกระจายแรงในการออกกำลังกายในวันเดียวให้เฉลี่ยออกเป็น 3-4 วันต่อสัปดาห์ เพราะนอกจากจะไม่เห็นผลในการลดน้ำหนักแล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่จะบาดเจ็บเพราะการออกกำลังกายแบบหักโหมจนเกินไป การออกกำลังกายลดน้ำหนักนั้นควรต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องให้สม่ำเสมอ ถ้าเป็นการออกกำลังกายประเภทการวิ่ง การขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิคนั้นควรใช้เวลาในการออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 30 นาที ต่อครั้ง เพราะในระยะเวลา 15-20 นาทีแรกนั้นเป็นเหมือนกับการอุ่นเครื่อง แต่การเผาผลาญพลังงานนั้นจะเริ่มหลังจากนั้น
2. ทานอาหารแบบไม่คิด หลังจากที่ลดความอ้วนอย่างถูกวิธีจนเห็นผลไปได้นิดหน่อย บางคนอาจจะอยากให้รางวัลตัวเองด้วย ข้าวขาหมู ซักจาน หรือ ทุเรียน ซักลูก ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ลองคิดดูว่ากว่าที่เราจะลดน้ำหนักและเผาผลาญพลังงานในอาหารเหล่านี้ได้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ทำได้แต่อย่าทำจนเป็นนิสัย เพราะพอลดได้ก็จะกิน กินเสร็จน้ำหนักขึ้น ก็ต้องมาลดกันอีก
3. จัดตารางการทานอาหารและการออกกำลังกายลดน้ำหนักของคุณ ปรับแต่งไปให้เหมาะกับตัวเองให้มากที่สุด เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าทำได้ไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปใช้แผนการลดน้ำหนักตามคลินิก
4. วัดรอบเอวอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้หญิงถ้ารอบเอวต่ำกว่า 18.5 นิ้วถือว่าผอม 19-25 อยู่ในระดับปกติ 25-29 นิ้วเข้าข่ายเริ่มอ้วน 30-35 นิ้วอยู่ในข่ายที่อ้วนแล้ว และ 35 นิ้วขึ้นไปถือว่าอ้วนมาก

ลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

ซึ่งเป็นถ้าหากคุณนั้นปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นได้คุณก็สามารถที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมวิธีลดความอ้วนอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของคุณเองค่ะ

ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี

ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี

สำหรับสาวๆที่กำลังกลับมาจากการเที่ยวทะเลอันแสนสวยงามแต่ว่าต้องมานั่งเศร้ากับผิวกายที่คล้ำเสียจากแสงแดดที่รุนแรงเหลือเกินละก็วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับมาฝากสำหรับสาวๆที่กำลังนั่งคิดว่า ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี มาแนะนำเพื่อเป็นทางเลือกและแก้ปัญหานี้จ้า

ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี

1. ว่านหางจระเข้สมุนไพรของไทยๆบ้านเรานี่แหละค่ะ สำหรับสาวที่ผิวไหม้ ให้ใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณใบหน้า แล้วทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดอาการแดงได้ค่ะ

2. นมสดรสจืดตามร้านขายของทั่วไป ให้คุณใช้นมสดทาบริเวณผิวที่ไหม้แดด หรือบริเวณที่มีอาการแสบแดง จะช่วยลดอาการแสบแดงและสมานผิวได้ดี

3. น้ำผึ้งสามารถหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ใช้น้ำผึ้งทาให้ทั่วใบหน้าแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือหากมีเวลามากก็ทิ้งไว้อยู่อย่างนั้นเลย เพื่อให้น้ำผึ้งช่วยลดอาการแสบแดงและฟื้นฟูผิวที่ไหม้ได้ สามารถผสมกับนมสดทาทั่วใบหน้าได้เช่นกัน

4. ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณผิวที่ไหม้แดด อาจจะทาว่านหางจระเข้ลงไปก่อนแล้วประคบด้วยน้ำแข็งก็ได้

5. ปั่นมะเขือเทศ แตงกวา และนมสดให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้น สมานผิวที่ไหม้ได้

6. ใช้ออยล์ หรือ ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ต่อเนื่องประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้ประเภทแอนตี้ฮีสตามีนมาทานควบคู่กับการดูแลผิวด้วย

7. ผิวที่โดนแดดมาจะมีอาการขาดน้ำ จึงควรงดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการขับปัสสาวะทำให้ผิวขาดน้ำยิ่งขึ้น

8. ห้าม สครับหรือขัดผิวโดยเด็ดขาด เพราะผิวจะยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้น แนะนำให้ใช้สบู่เหลวที่มีมอยส์เจอร์สูงจะดีกว่า

ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี

แต่ว่าทางที่ดีที่สุดก็คือควรจะต้องป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่านะค่ะ โดยให้คุรนั้นทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงพอที่จะต้านความแรงของแดดได้ เพื่อที่ผิวของคุณนั้นจะได้ไม่ต้องเผชิญกับแสงแดดโดยตรงนั่นเองค่ะและจะช่วยลดปัญหาของคุณผู้หญิงที่ว่า ผิวคล้ําจากแดด ทําไงดี ได้เป็นอย่างดีค่ะ

ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

ผมแตกปลายนั้นเป็นปัญหาอีกหนึ่งเรื่องสำหรับสาวๆอย่างเราๆ เพราะว่าเส้นผมนั้นก็สำคัญเทียบเท่ากับใบหนาเลยก็ว่าได้ ถ้าหากจะลองจินตนาการใบหน้าที่ไร้เส้นผมนั้นก็คงจะตลกและน่าเกลียดสิ้นดี ดังนั้นจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สาวๆไม่ควรมองข้ามผมแตกปลาย และวันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับผมแตกปลายมาฝากกันค่ะว่า ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

สาเหตุของผมแตกปลายนั้นส่วนใหญ่มักจะเกิดจาก

1. การแปรงผม หวีผมแรงๆ บ่อยๆ หวีผมขณะผมเปียกอยู่

2. การเป่าผม การอบผม โดยใช้ความร้อนสูง แนะนำว่าควรมีผลิตภัณฑ์สำหรับปกป้องเส้นผมจากความร้อนมาใช้ และใช้ทุกครั้งที่เป่าผม หรือทุกครั้งที่รีดผมตรง

3. การดัดผม โกรกผม ย้อมผม ยืดผม น้ำยาเคมีที่ใช้ในการดัดผม โกรกผม ย้อมผม ยืดผม ก็มีส่วนสำคัญทำให้ผมเสียได้ เพราะมีสารเคมีมากมายในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม และมักทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้นหลังจากทำ การบำรุงที่ล้ำลึกจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

4. การใช้แชมพูสระผมที่แรงเกินไป

5. แสงแดดวิธีที่ดีที่สุดก็คือสวมหมวกหรือกางร่ม นอกจากจะช่วยปกป้องเส้นผมไม่ให้หยาบกร้านแล้ว ยังช่วงป้องกันแสงแดดไม่ให้โดนผิวหน้าเราโดยตรงอีกด้วย

6. คลอรีนหรือแม้แต่เกลือในน้ำทะเล ก็เป็นทำลายเส้นผม หลังว่ายน้ำควรล้างผมและสระผมให้สะอาดทุกครั้ง เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้

ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

วิธีการแก้ไขผมแตกปลายสำหรับผู้ที่สงสัยว่า ผมแตกปลายเกิดจากอะไร

1. ใช้กรรไกรสำหรับตัดเส้นผมเท่านั้น ไม่ว่าสาวๆ จะตัดผมเพียงเส้นเดียวที่แตกปลายออกไปหรือหลายเส้นก็ตาม อย่าใช้กรรไกรตัดกระดาษในการตัดผม เพราะจะทำให้ผมเสียมากขึ้น

2. ถ้าเพิ่งนึกออกว่าไม่ได้ตัดผมมานานราวสองเดือนหรือนานกว่าแล้วล่ะก็ จัดการตัดผมเสียให้เรียบร้อย เพราะเส้นผมจะเสียหายได้โดยเฉพาะในบริเวณปลายเส้นผมเมื่อเวลาผ่านไปราวๆ 6 หรือ 8 สัปดาห์ ให้ตัดเส้นผมออกสัก 1/4 ถึง 1 นิ้ว เพื่อจัดการเอาปลายเส้นผมที่อาจจะแตกปลายออกไป

3. ตัดริมเส้นผมของตัวเองเป็นประจำ ระหว่างการตัดผมตามปกติ โดยตัดเหนือจุดที่แตกปลายราวๆ 1/4 นิ้ว และถ้าสาวๆ สังเกตว่ามีปมเล็กๆ บนเส้นผม ก็ต้องตัดให้เหนือปมเล็กๆ นั้นด้วย ไม่อย่างนั้นเส้นผมก็จะแตกอีกเรื่อยๆ